วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ต้นขี้เหล็ก

ต้นขี้เหล็ก

                                                 

ขี้เหล็ก (Cassod tree) เป็นพืชท้องถิ่นที่นิยมนำยอดอ่อน และดอกอ่อนมาทำำอาหาร โดยเฉพาะในเมนูแกงต่างๆ เนื่องจากยอดอ่อน และดอกอ่อน ให้รสขมเล็กน้อย และมีความนุ่ม นอกจากนั้น ทั้งยอดอ่อน ดอกอ่อน และส่วนอื่นๆยังนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรรักษา และบรรเทาอาการต่างๆได้หลายโรค
วงศ์ : Caesalpiniaceae
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia siamea (Lam.)
ชื่อสามัญ : Cassod tree
            Thai copper pod 
            Siamese cassia 
            Irwin Barneby
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ต้นขี้เหล็กเป็นไม้ขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 5-15 เมตร ลำต้นมีลักษณะไม่สมมาตร ไม่เป็นวงกลม และมักบิดงอ เปลือกลำต้นมีสีเทาอมดำ เปลือกแตกเป็นร่องเล็กๆตามยาว เมื่อจับจะรู้สึกสากมือ ลำต้นแตกกิ่งจำนวนมาก เป็นทรงพุ่มใหญ่
ใบ
ใบขี้เหล็กเป็นใบประกอบแบบขนนกชนิดใบคู่ (ใบสุดท้ายเป็นคู่) ใบแตกออกบริเวณกิ่ง เรียงสลับกัน ประกอบด้วยใบหลักยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร แต่ละใบหลักประกอบด้วยใบย่อย เรียงเป็นคู่ๆ 7-16 คู่ ใบย่อยมีรูปร่างรี โคนใบ และปลายใบมน แต่หลักเว้าตรงกลางของปลายใบเล็กน้อย ใบยาวประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร แผ่นใบ และขอบใบเรียบ เส้นใบมองไม่ค่อยชัดเจน ใบอ่อนหรือยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ ใบแก่มีสีเขียวสด ไม่มีขน
โดยใบอ่อนจะเริ่มแตกออกให้เห็นตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในระยะนี้จะเริ่มเก็บยอดอ่อนมาทำอาหารได้ และใบจะเริ่มแก่ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วงนี้จะไม่นำมาทำอาหาร แต่ต่อไปจะนำดอกอ่อนที่ออกในช่วงกรกฏาคมมาทำอาหารแทน
ดอก
ดอกขี้เหล็กแทงออกเป็นช่อขนาดใหญ่ โดยจะแทงออกเฉพาะบริเวณปลายกิ่งเท่านั้น ช่อดอกยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร แต่ละช่อประกอบด้วยดอกจำนวนมาก มากกว่า 10 ดอก ดอกประกอบด้วยกลีบรองดอก 3-4 กลีบ กลีบดอกมีสีเหลืองเข้ม จำนวน 5 กลีบ ที่มีขนาดเท่ากัน ถัดมาภายในเป็นเกสรตัวผู้ 10 อัน ถัดมาเป็นเกสรตัวเมีย และรังไข่ ดอกจะเริ่มบานจากโคนช่อ เรื่อยๆจนถึงปลายช่อ ดอกบานเต็มที่มีขนาดประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร เมื่อดอกบานแล้ว 2-3 วัน จะร่วงล่นลงดิน
ดอกจะบานในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเริ่มติดฝักในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม

ฝัก และเมล็ด
ผลขี้เหล็กเรียกว่า ฝัก มีลักษณะแบนยาว ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่มีสีน้ำตาลอมดำ ขนาดฝักกว้าง 1.5 เซนติเมตร ยาว 15-25 เซนติเมตร ภายในฝักมีเมล็ดเรียงตามความยาวของฝัก จำนวน 20-30 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างรีแบน สีน้ำตาลอมดำ

ประโยชน์ขี้เหล็ก
1.
ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกตูม นิยมนำมาทำเป็นอาหาร โดยเฉพาะแกงขี้เหล็กที่นิยมรับประทานกันมากในทุกภาค โดยนำมาต้มน้ำเดือดประมาณ 2 ครั้ง แต่ละครั้งนาน 15-30 นาที และการต้มน้ำนานๆจะช่วยลดปริมาณสารบาราคอล และสารคาสเซียมิน (ให้รสขม) ได้มาก แต่เนื้อจะเปื่อย รับประทานไม่อร่อย
2.
ใช้ใบแก่นำมาต้มน้ำสำหรับย้อมสีผ้า ช่วยในการติดสีเขียวขี้ม้า
3.
สารคาราบอลที่สกัดได้จากใบ และดอก ใช้เป็นส่วนผสมของยาสลบ ยาลดความเครียด และยานอนหลับ
4.
น้ำต้มจากใบ และยอดอ่อนขี้เหล็กใช้ฉีดพ่นไล่แมลงปีกแข็ง เช่น ด้วงถั่วเขียว รวมถึงแมลงศัตรูพืชต่างๆ
5.
ดอกขี้เหล็กออกเป็นช่อมีสีเหลืองสวยงาม ในบางบ้านหรือตามสวนธารณะ ริมถนน สถานที่ราชการจึงนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับร่วมกับประโยชน์อื่น
6.
ต้นขี้เหล็กมีลำต้นสูงปานกลาง ลำต้นแตกเป็นทรงพุ่มกว้าง มีกิ่งมาก และใบดกเขียว ทำให้นิยมปลูกเพื่อทำเป็นร่มเงาร่วมกับประโยชน์ในด้านอื่น
7.
ต้นขี้เหล็กที่มีอายุหลายปีจะมีแก่นด้านในเป็นลายสำน้ำตาลอมดำ ขอบด้านนอกของแก่นมีสีเหลือง และเนื้อไม้มีความแข็งแรง นิยมนำมาแปรรูปเป็นแผ่นไม้ปูพื้น ไม้ชายคา วงกบ รวมถึงแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องเรือนต่างๆ
8.
ลำต้น และกิ่งนำมาเป็นไม้ใช้สอย อาทิ ทำเป็นเสารั้ว ใช้ค้ำยันต้นผัก ใช้ทำฝืนหุงหาอาหาร ใช้เผาถ่าน เป็นต้น ไม้ขี้เหล็กให้ค่าความร้อนประมาณ 6,700-7,000 แคลอรี่/กรัม
คุณค่าทางโภชนาการ (ยอดอ่อน และดอกอ่อน 100 กรัม)
พลังงาน : ยอดอ่อน 139, ดอกอ่อน 80 กิโลแคลอรี่
น้ำ : ยอดอ่อน 57.8, ดอกอ่อน 74.7 กรัม
คาร์โบไฮเดรต : ยอดอ่อน 22.8, ดอกอ่อน 14.3 กรัม
โปรตีน : ยอดอ่อน 7.7, ดอกอ่อน 4.9 กรัม
ไขมัน : ยอดอ่อน 1.9, ดอกอ่อน 0.4 กรัม
กาก (crude fiber) : ยอดอ่อน 3.7, ดอกอ่อน 4.3 กรัม
ใยอาหาร : ยอดอ่อน 8.2กรัม, ดอกอ่อน ไม่พบ
เถ้า : ยอดอ่อน 1.6, ดอกอ่อน 1.3 กรัม
แคลเซียม : ยอดอ่อน 156, ดอกอ่อน 13 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส : ยอดอ่อน 190, ดอกอ่อน 4 มิลลิกรัม
เหล็ก : ยอดอ่อน 5.8, ดอกอ่อน 1.6 มิลลิกรัม
วิตามินเอ : ยอดอ่อน 1,197, ดอกอ่อน 8,221 หน่วยสากล (I.U)
วิตามินบี 1 : ยอดอ่อน 0.04, ดอกอ่อน 0.11 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 : ยอดอ่อน 0.69 มิลลิกรัม,ดอกอ่อน ไม่พบ
ไนอะซิน : ยอดอ่อน 1.3, ดอกอ่อน 1.8 มิลลิกรัม
วิตามินซี : ยอดอ่อน 11, ดอกอ่อน 484 มิลลิกรัม
เพิ่มเติมจาก : ธงชัย เปาอินทร์ และนิวัตร เปาอินทร์ (2544)(1)

สาระสำคัญที่พบ (ใบ และดอก)
กลุ่มสารแอนทราควิโนน (anthraquinones)
คริสโซฟีนอล (chrysophenol)
อะโลอีโมดิน (aloe emodin)
เซนโนไซด์ (sennoside)
เรอิน (rhein)
กลุ่มสารไกลโคไซด์ (glycosides)
กลุ่มสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid)
กลุ่มสารโครโมน (chromone)
บาราคอล (C13H12O : ใช้ทำยาสลบ ยาลดความเครียด)
แอนไฮโดรบาราคอล (สารที่เปลี่ยนมาจากบาราคอลด้วยการกำจัดน้ำออกในโมเลกุล)
สารอื่นที่อยู่ในกลุ่มสารข้างต้น
คาสเซียมิน (cassiamin) เป็นสารที่ให้รสขมหลัก
สารโคโมนเมื่ออยู่ภายใต้สภาวะการสกัด (ต้มน้ำร้อน) จะเปลี่ยนเป็นสารบาราคอล และแอนไฮโดรบาราคอล สาร 2 ชนิดนี้ มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง และมีผลทำให้เซลล์ตับเสื่อมเร็ว
ปริมาณบาราคอลในใบอ่อน มีประมาณ 1.67% โดยน้ำหนักแห้ง
ปริมาณบาราคอลในใบแก่ มีประมาณ 0.78% โดยน้ำหนักแห้ง
ปริมาณบาราคอลในดอกอ่อน มีประมาณ 1.43% โดยน้ำหนักแห้ง
ที่มา : สมนึก ลิ้มเจริญ และคณะ (2551)(2), ช่อลัดดา เที่ยงพุก และคณะ (2553)(3), พรรษา มนต์แข็ง (2556)(4)กล่าวถึงในเอกสารหลายฉบับ
สรรพคุณขี้เหล็ก
ใบ ยอดอ่อน และดอกอ่อน
ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ทั้งที่รับประทานผ่านอาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก หรือ นำใบมามาตากแห้ง ก่อนบดใส่แคปซูล หรือ นำใบมาต้มน้ำดื่ม (ต้มดื่มจะมีรสขมมาก)
สารในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinones) ช่วยออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ชึ่งเป็นยาระบาย และแก้อาหารท้องผูก
สารบาราคอล ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยในการนอนหลับได้ง่าย
นำใบมาต้มน้ำสำหรับอาบ ช่วยรักษาโรคผิวหนัง กำจัดเชื้อรา
นำส่วนต่างๆมาต้มน้ำ สระผมร่วมกับแซมพูสำหรับขจัดรังแค
บรรเทาอาการปวดจากพิษแมลงกัดต่อย ด้วยการนำมาส่วนต่างๆมาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนจะประคบบริเวณที่ถูกต่อย
ช่วยในการห้ามเลือด ด้วยการนำใบ และดอกอ่อนมาบด และกดประคบไว้ที่แผล
ทุกส่วนมีรสขม ช่วยให้เจริญอาหาร และแก้อาการตัวเหลือง
ช่วยลดความดันโลหิต บำรุงเลือด
ช่วยแก้ระดูขาว และปรับประจำเดือนให้มาเป็นปกติ
แก้นิ่วในท่อปัสสาวะ นิ่วในไต
ช่วยในการขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเล็ด
รักษาไข้มาลาเรีย
แก้อาการตัวร้อน ลดอาการกระหายน้ำ
ช่วยขับเสมหะ และลดอาการอักเสบในลำคอ
แก้อาการเหน็บชา ตามมือ ตามเท้า
บรรเทาอาการปวดหัวเรื้อรัง ปวดหัวข้างเดียว และบรรเทาอาการไมเกรน
ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน
บรรเทาอาการหอบหืด
ราก และเปลือกลำต้น (รสขม)
ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ในลักษณะเดียวกันที่กล่าวข้างต้น
นำเปลือกมาต้มน้ำอาบในลักษณะเช่นเดียวกันกับใบ เพื่อรักษาโรคผิวหนัง
นำราก และเปลือกมาต้มดื่ม ช่วยอาการท้องเสีย
แก้ปวดเมื่อย แก้อาการเหน็บชาตามร่างกาย
บำรุงไต
บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ตัวร้อน
รักษา และบรรเทาอาการเป็นริดสีดวง
ฝัก และเมล็ด
ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ในลักษณะเดียวกันที่กล่าวข้างต้น
แก้ปวดเมื่อย เหน็บชา
ช่วยลดอาการไอ และขับเสมหะ
ช่วยลดความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และช่วยให้ง่วงนอนง่าย
ช่วยในการขับลม แก้ลมดันในระบบทางเดินอาหาร
ข้อควรระวัง
1.
สารบาราคอลที่ได้รับในปริมาณมากจากขี้เหล็ก อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม และมีผลทำลายเซลล์ตับ
2.
สารในกลุ่มสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ออกฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกได้ จึงไม่ควรรับประทานมาก และผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงไม่ควรรับประทาน
ที่มา : พรรษา มนต์แข็ง (2556)(4)กล่าวถึงในเอกสารหลายฉบับ, ศิริพร ตงศิริ (2547)(5)
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.
การศึกษาการต้มใบ และยอดอ่อนขี้เหล็กในน้ำ ในน้ำที่เติมเกลือ และในน้ำที่เติมมะเขือพวง ซึ่งการเติมเกลือ และมะเขือพวงนั้น เป็นวิถีชาวชนบทที่เชื่อว่าจะช่วยลดความขมได้ ซึ่งจาการเปรียบเทียบปริมาณสารบาลาคอลจากการต้มน้ำทั้ง 3 แบบ พบว่า ใบขี้เหล็กมีรส และมีปริมาณสารบาราคอลไม่แตกต่างกัน (ช่อลัดดา เที่ยงพุก และคณะ, 2553)(3)
2. การศึกษาประสิทธิภาพของน้ำสกัดใบขี้เหล็ก เป็น 2 มล./กก. เปรียบเทียบกับน้ำสกัดจากเปลือกสะเดา และมะละกอต่อการฆ่าพยาธิตัวกลมในแพะ พบว่า น้ำสกัดจากใบขี้เหล็กสามารถลดพยาธิตัวกลมได้มากกว่า (สมนึก ลิ้มเจริญ และคณะ, 2551)(2)
3. การศึกษาฤทธิ์ของแอนโดรบาราคอลที่สกัดได้จากใบ และยอดอ่อนขี้เหล็กต่อระบบประสาทส่วนกลาง พบว่า แอนโดรบาราคอลสามารถออกฤทธิ์ลดการเคลื่อนไหวของสัตว์ได้ ซึ่งอาจออกฤทธิ์ผ่านการกดระบบประสาทส่วนกลาง (มนฤดี สุขมา และคณะ, 2546)(6)
การปลูกขี้เหล็ก
การปลูกขี้เหล็ก นิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก เพราะจะให้กิ่งได้มาก แตกยอดอ่อนได้มาก






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น