ต้นพุทรา
สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ยังจำได้ว่าเวลากลับจากโรงเรียนมักจะแวะเก็บพุทราซึ่งขึ้นอยู่สองข้างถนน
ผู้คนไม่มากพุทราจึงหล่นหลงเหลืออยู่ พอที่จะเก็บกินแก้หิวไปได้บ้าง
พุทราในสมัยนั้นมีมากและมีหลายชนิด
แต่ที่นิยมกันมากในสมัยนั้นเห็นจะเป็นพุทราไข่เต่า ซึ่งมีลักษณะกลมรีเหมือนไข่เต่า
รสชาติค่อนข้างหวานเนื้อดี สมัยนั้นเคยนึกสงสัยว่าทำไมในบริเวณเกาะเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงมีพุทรามากนัก
สอบถามใครก็บอกว่าเป็นของขึ้นเองไม่มีใครปลูก
บางคนยังเล่านิทานประกอบอีกว่าพวกนางในสมัยก่อนครั้งกรุงยังไม่แตก
ชอบกินพุทรากินแล้วก็ทิ้งเม็ดไว้ (นี่เล่าอย่างสุภาพ) จึงได้มีต้นพุทราขึ้นมากมาย
แต่นี่ก็เป็นเรื่องเล่าเท่านั้น เอง ความจริงอาจจะมีคนปลูกขึ้นบ้าง
แล้วมีพวกนกกาหรือคนกิน
แล้วเอาเม็ดเที่ยวโปรยไปก็เลยงอกงามขึ้นเต็มไปหมดหรืออาจจะขึ้นเองก็ได้
เพราะแต่ก่อนไม่มีผู้คน เป็นที่รกร้างอยู่ พุทราเป็นของขึ้นง่ายในป่าในรกก็มี
เหมือนอย่างสามเณรกลั่นเข้าไปในป่าในดงก็ยังพบต้นพุทรา
ดังได้พรรณนาไว้ในนิราศพระแท่นดงรัง ตอนหนึ่งว่า
ที่บ้านร้างว่างคนต้นพุทรา
ดอกระย้าสุกห่ามอร่ามเรือง
เห็นสมควรขวนกันขึ้นสั่นต้น
คอยเก็บหล่นลูกล้วนเป็นนวลเหลือง
เอาเกลือตำรำหัดเมื่อขัดเคือง
พอทรงเครื่องเจ้าพุทราสง่างาม
พุทราในเมืองไทยเห็นจะมีมานานแล้ว
และคงจะมีอยู่ทั่วไป แต่ต่างพันธุ์ต่างชนิดกัน
ท่านที่สนใจอ่านประวัติศาสตร์พงศาวดารเก่าๆ
คงจะนึกได้ว่าต้นพุทรานั้นมีประวัติเกี่ยวข้องกับพงศาวดารของไทยเราอยู่ตอนหนึ่ง
และนับว่าเป็นตอนสำคัญที่สุด
คือเป็นตอนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา
ที่หนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี
ดังมีปรากฏในหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดฉบับหลวง ดังต่อไปนี้
“ส่วนพระนเรศร์กับอุปราชาก็เข้าชนช้างชิงไชย
แล้วสู้รบฟันแทงกันด้วยพระแสงของ้าวตามกระบวนเพลงขอ
ก็รำรอรับกันประจันสู้กันไปตามเพลงส่วนข้างพระนเรศร์นั้นเล็ก(พลายพัทกอของพระมหาอุปราชา
สูงหกศอกคืบห้านิ้ว
ส่วนพลายภูเขาทองซึ่งขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพพระคชาธารของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นสูงหกศอกคืบสองนิ้ว)
ก็ถอยพลางสู้ชน ครั้นถอยไปอุปราชาจึงฟันพระนเรศร์ด้วยพระแสงของ้าว
พระนเรศร์จึงหลบก็ถูกพระมาลาบี้ไปประมาณได้สี่นิ้ว ครั้นช้างพระนเรศร์ถอยไป
จึงได้ที่ประจันหนึ่งเรียกว่า หนองขายัน และ
พุดทรากระแทก ก็ยังมีที่อันนั้นจนทุกวันนี้ ช้างพระนเรศร์นั้นยัน
ต้นพุดทราอันนั้นเข้าได้ แล้วจึงชนกระแทกขึ้นไป ก็คํ้าคางข้างอุปราชาเข้า ฝ่ายข้างช้างอุปราชาก็เบือนหน้าไป พระนเรศร์ได้ทีก็ฟันด้วยพระแสงของ้าวชื่อเจ้าพระยาแสนพลพ่าย ก็ถูกอุปราชาพระเศียรก็ขาดออกไปกับที่บนคอช้าง”
พุดทรากระแทก ก็ยังมีที่อันนั้นจนทุกวันนี้ ช้างพระนเรศร์นั้นยัน
ต้นพุดทราอันนั้นเข้าได้ แล้วจึงชนกระแทกขึ้นไป ก็คํ้าคางข้างอุปราชาเข้า ฝ่ายข้างช้างอุปราชาก็เบือนหน้าไป พระนเรศร์ได้ทีก็ฟันด้วยพระแสงของ้าวชื่อเจ้าพระยาแสนพลพ่าย ก็ถูกอุปราชาพระเศียรก็ขาดออกไปกับที่บนคอช้าง”
ในหนังสือดังกล่าวได้ยืนยันว่า
“อันยันคันหนองเมื่อชนช้างกันนั้น เรียกว่าหนองขายันมาจนบัดนี้
อันถิ่นฐานนั้นก็มีอยู่จนทุกวัน อันที่ที่ช้างชนกันที่ต้นพุดทรานั้นเรียกพุดทรากะแทกก็ยังมีอยู่จนทุกวันนี้”
เมื่อเป็นเช่นนี้
ต้นพุทราก็มีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
และเป็นเรื่องน่าคิดว่าถ้าเราไม่เห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
ก็น่าที่จะคิดปลูกต้นพุทราไว้ในบริเวณดอนเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์บ้าง
นอกจากจะรักษาตำนานแล้ว ยังได้ประโยชน์อาศัยร่มเงาและผลของพุทราอีกด้วย
เรื่องของพุทราดูประหลาดที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับความเชื่อถือของมนุษย์หลายชาติหลายภาษา
เช่น ไทย จีน และอินเดีย แต่ของไทยเรานั้นถือเรื่องชื่อสำคัญกว่าเรื่องอื่น
คือคำว่า พุทรา นั้นมีเสียงเกี่ยวไปทาง ซา ซึ่งหมายถึง ลด น้อย ถอย หย่อนลง ถือกันว่าจะทำให้ทรัพย์น้อยลงบ้าง
ลาภน้อยลงบ้าง บางตำราห้ามปลูกในบ้าน
ก็เห็นจะเป็นด้วยเหตุนี้และบางทีจะรังเกียจกลิ่นดอกพุทราด้วยก็ได้
เพราะเวลาพุทราออกดอกนั้นกลิ่นไม่ชวนดมเอาเลยทีเดียว
บางตำราก็ไม่ห้าม
จะปลูกในเขตบ้านก็ได้แต่ต้องให้ถูกตามทิศกำหนดไว้ว่าปลูกทางทิศตะวันตกจะทำให้อุดมสมบูรณ์
คนโบราณเมื่อตัดฟืนไว้ใช้อยู่ไฟ
ก็จะเอาหนามพุทรามาสะไว้บนกองฟืนนั้น ว่าเป็นเครื่องป้องกันผี
เวลาจะตัดกิ่งพุทรามาสะให้ว่าคาถา นโม พุทธ ตสฺส พอถึงคำว่า ตัสก็ตัดทันที คำว่า ตัสสะ
ดูออกจะแปลกเหมือนกับว่า ตัดเอามาสะ แต่ท่านผู้รู้อธิบายว่า
เสียงของคำคล้ายคลึงกันคือ นโม-หนาม, พุทธตัสสะ- พุทรา
พูดถึงเสียงคำว่า พุทรา
ซึ่งเราถือว่า ซา เป็นของไม่ดีนั้น ดูจะตรงกันข้ามกับของจีน
ตรงนี้ต้องขอทำความเข้าใจเสียก่อน คือมีบางท่านว่าในเมืองจีนไม่มีพุทรา
แต่เท่าที่อ่านพบในหนังสือต่างๆ เห็นกล่าวถึงผลไม้ชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ ตรงกับที่เราเรียกว่าพุทรา
ฉะนั้นในที่นี้ก็จะเล่าตามตัวหนังสือ และเรียกผลไม้ชนิดนั้นว่าพุทราไปด้วย
ทางจีนเรียกพุทราว่าจ๊อหรือเจา (Tsao) ซึ่งเสียงไปคล้ายกับอีกคำหนึ่งในภาษาจีน
ซึ่งหมายถึงรวดเร็ว ไม่ช้า ความสนุกสนานสบายใจ และตามความหมายนี้เอง
เมื่อใครต้องการจะประจบประแจงพวกขุนนาง ก็มักจะเอาพุทราไปเป็นของกำนัลแล้วพูดว่า
เจาเซง (Tsao-sheng) ซึ่งหมายความว่า
ขอให้ท่านได้เลื่อนชั้นโดยเร็วเถิด และเมื่อเอาไปให้ในงานแต่งงาน
เขาก็พูดเช่นเดียวกันนี้ แต่ความหมายเปลี่ยนไปว่า จงมีลูกเร็วๆ เถิด
นี่จะเห็นว่าชื่อที่เรียกพุทราของจีน มีเสียงไปในทางดี ส่วน
ของเราฟังไปในทางซาๆ เป็นเรื่องตรงกันข้าม แต่รวมความว่าต่างก็เชื่อในเรื่องชื่อและเสียงเป็นสำคัญ
ของเราฟังไปในทางซาๆ เป็นเรื่องตรงกันข้าม แต่รวมความว่าต่างก็เชื่อในเรื่องชื่อและเสียงเป็นสำคัญ
พูดกันถึงชื่อพุทราก็ไม่ใช่ภาษาไทย
คำว่า พุทรา มาจากภาษา สันสกฤตว่า พทร แผลงเป็น พัทร แล้วมาเป็นพุทรา มีชื่อในภาษา
อังกฤษต่างๆ กันเช่น Jujube tree, Indian Jujube, Chinese Date มีชื่อในทางพฤกษศาสตร์ว่า Zizyphus
Jujuba. Lam. ทางภาคพายัพ เรียกว่า
มะตัน เชียงใหม่เรียกว่า มะควัดดอย กะเหรี่ยงเมืองกาญจน์ เรียกว่า มะท้อง
กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียกว่า มั่งลัง ทางภาคอีสาน เรียกว่า ทัน
ในด้านสำนวนภาษาที่เกี่ยวกับพุทรา
เท่าที่นึกได้และมีใช้กันเสมอก็มีอยู่สำนวนหนึ่งคือ มิใช่แผ่นดินเท่าใบพุทรา
หรือที่มักพูดกันว่า แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา
ซึ่งแต่ก่อนเห็นจะพูดกันอย่างสำนวนแรก ดังมีในประกาศรัชกาลที่ ๔
เรื่องเงินสำหรับซ่อมแซมพระอารามซึ่งเป็นส่วนพระองค์ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
“แลที่คิดไว้แต่เดิมนั้น
ก็จะให้รื้อพระอุโบสถมณฑปของเก่านั้นเสียด้วย
ก็การที่รื้อของเก่านั้นไม่ทรงเห็นด้วย ทรงเห็นว่าเหมือนกับคำเขาว่า
มิใช่แผ่นดินเท่าใบพุดซาเมื่อศรัทธาอุสสาหจะสร้างวัดที่ไหน ก็จงสร้างลง”
ในหนังสือประเพณีของแมนจูเรียเล่มหนึ่งได้พูดถึงพุทราไว้อย่างพิสดารราวกับต้นไม้สวรรค์
คือถือว่าพุทราเป็นต้นไม้ทิพย์ ระยะเวลาที่กว่าจะโตขึ้นมาต้องใช้เวลาถึง ๓,๐๐๐ ปี อีก ๓,๐๐๐ ปีจึงออกดอก และอีก ๓,๐๐๐ ปีจึงมีลูก รวมเวลาทั้งหมด เป็น ๙,๐๐๐ ปีจึงจะได้กิน และด้วยเหตุที่กินเวลานานเช่นนี้
เขาจึงถือว่าพุทราเป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนด้วย
เมื่ออ่านครั้งแรกก็นึกไปถึงต้นท้อ เพราะมีลักษณะคล้ายกันคือกว่าลูกจะสุกก็กิน
เวลาตั้ง ๓,๐๐๐ ปี
แต่เมื่อดูชื่อภาษาอังกฤษแล้วจึงแน่ใจว่าเขาหมายถึงพุทราจริงๆ
อย่างไรก็ตามเราต้องนึกว่า นี่เป็นความเชื่อถือแบบเก่าๆ ตามแบบโบราณของจีน
ฟังเป็นเรื่องสนุกไปก็แล้วกัน
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว
ตำราจีนยังกล่าวต่อไปอีกว่า ผู้ที่กินพุทราจะทำให้มีโลหิตเพิ่มขึ้น
กำลังวังชาดีขึ้น ส่วนตำราข้าง ไทยกล่าวว่าพุทราทั้ง ๕ รสฝาดเฝื่อน แก้บวม
แก้พยาธิ แก้ลงท้อง ตกโลหิต ฝีทั้งปวง ตามชนบทนิยมเอาเปลือกต้มกินแก้ท้องร่วง
แก้อาเจียน บางทีใช้เมล็ดเผาไฟป่นทำเป็นยาทรางชักของเด็กได้ผลดี
บางทีใช้ใบสดตำสุมศีรษะแก้หวัดคัดจมูกเวลาเย็นๆ
มีที่ประหลาดอีกอย่างหนึ่งคือเคยเห็นคนที่เป็นโรคตากุ้งยิงเสมอๆ
ไปยืนเด็ดใบพุทราอยู่สองสามครั้งก็หาย เวลาเด็ดแล้วเขาเอามาผ่านนัยน์ตา
ตำรานี้คนที่เคยทำหายรับรองแข็งขันว่าแน่มาก
ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าความเชื่อถือเกี่ยวกับพุทรานั้นมีทั้งไทย
จีน อินเดีย ฉะนั้นจะเล่าเรื่องทางอินเดียไว้ด้วย ในบางตำบลของแคว้น
เบงกอลมีพิธีแปลกอย่างหนึ่งเรียกว่าพิธีกุลมงคลวาร คือเขาทำพิธีในวันอังคาร การบูชาก็มีแต่ผลพุทรา ๑๗ ผล กับใบพุทรา ๑๗ ใบ ใส่จานที่ฉาบทาด้วยจันทน์แดง ไม่มีรูปเคารพใดๆ ทั้งสิ้น ต้นเหตุที่จะมีการบูชาด้วยพุทรานี้มีเรื่องเล่าว่า
เบงกอลมีพิธีแปลกอย่างหนึ่งเรียกว่าพิธีกุลมงคลวาร คือเขาทำพิธีในวันอังคาร การบูชาก็มีแต่ผลพุทรา ๑๗ ผล กับใบพุทรา ๑๗ ใบ ใส่จานที่ฉาบทาด้วยจันทน์แดง ไม่มีรูปเคารพใดๆ ทั้งสิ้น ต้นเหตุที่จะมีการบูชาด้วยพุทรานี้มีเรื่องเล่าว่า
มีลูกสาวพราหมณ์คนหนึ่งชื่อโชไก
หล่อนเป็นคนที่เคร่งครัดในการศาสนามากและยังไม่ได้แต่งงาน คราวหนึ่งพระเจ้าแผ่นดิน
จะทำศราทพรตให้แก่พระมารดาที่ล่วงลับไปแล้ว และในพิธีต้องใช้ข้าวตากมาก
แต่ในระยะนั้นฝนตกชุก จึงไม่มีข้าวตากพอใช้ พระเจ้าแผ่นดินหาทางแก้ไขไม่ได้
ในที่สุดระลึกถึงนางโชไก
จึงให้คนไปตามมาและขอร้องให้นางจัดหาแดดให้พระองค์สักวันเพื่อทำข้าวตาก
นางโชไกรับปากว่าในวันรุ่งขึ้นจะมีแสงแดดเมื่อหล่อนกลับไปถึงที่พักก็ทำพิธีบูชาพระอาทิตย์
อ้อนวอนให้มาส่องแสง นางได้ประกาศอุทิศตนเองเป็นเครื่องบูชาทีเดียว
เพราะถ้าบูชาด้วยสิ่งของอย่างอื่นก็เกรงว่าพระอาทิตย์จะไม่ช่วย
ในวันรุ่งขึ้นมีแสงแดดส่องจ้าตลอดวัน
แต่นางโชไกกลับไม่สบายใจ เพราะกลัวว่าพระอาทิตย์จะมาตามสัญญา
หล่อนเข้าห้องปิดประตู เมื่อพระอาทิตย์มาเคาะประตูเรียกนางก็ไม่ยอมเปิดประตูให้
ในที่สุดพระอาทิตย์ก็แต่งงานกับนางทางญาณวิเศษ โดยที่หล่อนมองไม่เห็นตัว
เมื่อหล่อนรู้สึกตัวว่าได้เป็นภรรยาของผู้ที่มองไม่เห็นแล้ว
หล่อนก็ไม่ยอมออกมาพบหน้ามนุษย์คงขลุกอยู่แต่ในห้อง
เพื่อนบ้านเมื่อไม่เห็นหล่อนโผล่ออกมาก็พากันพูดต่างๆ นานา
จนมีผู้ไปทูลพระราชาว่านางคบชู้ ทีแรกพระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อ
แต่เมื่อถูกเป่าพระโสตหนักเข้า ก็มีรับสั่งให้ไปหาโชไกมาเฝ้า หล่อนจึงแต่งกายคลุมตัวมิดชิดไม่ให้พวกที่ไปรับเห็นผิดสังเกต
และให้นำไปตามทางหลวงเลียบชายป่า
และในระหว่างทางนั้นเองนางก็คลอดลูกแฝดออกมาโดยที่ไม่มีใครรู้
หล่อนได้เอาใบไม้แห้งปิดไว้แล้วเดินทางต่อไป
เมื่อได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อพระราชาแล้ว
นางก็เดินทางกลับและแวะรับลูกกลับไปบ้าน
แม้ว่าพระราชาจะจับไม่ได้ว่าหล่อนมีลูก
แต่พวกเพื่อนบ้านได้ยินเสียงทารกร้องก็พากันไปฟ้องพระราชาอีก พระราชาจึงให้คนมาดู
ความจริงนั้นลูกฝาแฝดของหล่อนมีชื่อว่าศุกลี และอักลี ทั้งสองมีอภินิหารผิดมนุษย์
คือขณะที่พระอาทิตย์ส่องแสงทั้งสองจะกลับกลายเป็นเลือดเหลวๆ ขนาดพอเต็มช้อน
แต่พอพระอาทิตย์ตกดิน แล้วจึงกลับคืนเป็นคน
ขณะที่คนของพระราชาไปถึงบ้านนั้นเป็นเวลากลางวัน ทารกทั้งสองซึ่งมีอายุได้ ๘
เดือนแล้วจึงกำลังเป็น “เลือด” อยู่ นางโชไกรู้ล่วงหน้าว่าจะมีคนมาตรวจ
หล่อนจึงเอา “เลือด” ไปเททิ้งไว้ที่โคนต้นพุทราใกล้ๆ บ้าน เมื่อพวกอำมาตย์ราชเสนามาตรวจจึงไม่พบ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ศุกลีและอักลีก็เลยอยู่ที่ต้นพุทรานั้น
คนที่เดินผ่านไปมามักได้ยินเสียงคนร้องทักร้องถาม
แต่มองไม่เห็นตัวจึงพากันตกใจกลัว เพราะนึกว่าผีหลอก พากันทิ้งข้าวปลาอาหาร
วิ่งหนีเอาตัวรอด ทั้งสองจึงได้อาหารเหล่านั้นเลี้ยงชีวิตอย่างไม่เดือดร้อนอะไรนัก
อยู่มาวันหนึ่งมีเรือสำเภาบรรทุกสินค้าเต็มลำผ่านมา ตามลำนํ้าใกล้ๆ
ต้นพุทราที่ฝาแฝดอาศัยอยู่ พวกลูกเรือก็ได้ยินเสียงตะโกนถามว่า
“ในเรือสำเภามีอะไรหวา” คนเรือก็ตอบส่งเดช ไปว่า “ไม่มีหรอกว่ะ”
พอขาดคำสินค้าในเรือก็หายไปหมดจริงๆ นายเรือตกใจมากจึงรีบขึ้นมาหาเจ้าของเสียง
เมื่อไม่ปรากฏผู้คน นายเรือก็เข้าไปหาต้นพุทราขอขมาลาโทษ ศุกลีจึงประกาศว่า
“เราคือพี่น้องฝาแฝดโอรสของพระสุริยเจ้า
จงบูชาเราเพื่อเจ้าจะได้มีความสุขความเจริญ ให้เจ้าบูชาเราด้วยพุทรา ๑๗ ผล ใบ
พุทรา ๑๗ ใบ หญ้าคา ข้าว และของสักการะอื่นๆ เช่นที่เคยบูชา เทพเจ้าทั้งหลาย”
เมื่อนายพานิชได้ทำตามที่ศุกลีแนะนำ
นายพานิชก็ได้สินค้ามาเต็มลำตามเดิม
ด้วยเหตุนี้นายพานิชจึงเที่ยวชักชวนเพื่อนฝูงให้ทำพิธีบูชากุลมงคลวารสืบมา
นี่ก็เป็นนิทานต้นเรื่องที่จะมีการบูชาด้วยพุทรา
นิทานของอินเดียที่เกี่ยวกับต้นพุทรายังมีอีกเรื่องหนึ่ง
เป็นตำนานที่แสดงถึงเหตุที่ต้นพุทราตายยาก จะขอเล่าตามที่ศาสตราจารย์ Sarat
Chandra Mitra ได้เล่าไว้ในวารสารฉบับหนึ่งว่าเมื่อทศกัณฐ์พานางสีดาไปนั้น
พระรามและพระลักษณ์ได้ออกติดตาม เมื่อไปถึงต้นพุทราต้นหนึ่ง พระรามได้ถามต้นพุทราว่าได้แลเห็นนางสีดาถูกพาผ่านมาทางนี้บ้างไหม
ต้นพุทราก็ตอบว่า “ข้าพเจ้าได้เห็น และได้เกี่ยวผ้าของนางไว้
พยายามอย่างที่สุดที่จะให้นางหลุดพ้นจากอำนาจของยักษ์ร้าย
แต่ไม่สามารถจะฉุดรั้งเอาไว้ได้ เศษผ้าของนางยังแขวนอยู่กับหนามของข้าพเจ้าเลย
นางได้ถูกยักษ์พาไปแล้ว”
เมื่อพระรามได้ทรงฟังเช่นนั้นก็แสดงความยินดีที่ต้นพุทราได้กระทำไป
พระองค์จึงให้พรว่า “พุทราเอ๋ย ข้ายินดีที่เจ้าได้กระทำไปเช่นนั้น
ด้วยความดีอันนี้ เจ้าจะไม่ตาย แม้ว่าคนจะริดรอนถอนรากเจ้าจนเหลือเพียงรากเดียว
เจ้าก็จะกลับคืนฟื้นขึ้นมาอีก” และด้วยพรอันนี้ ต้นพุทราจึงเป็นต้นไม้ที่ตายยาก
มีความคงทนต่ออากาศและความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นจึงไม่น่าสงสัยเลยว่า
ทำไมต้นพุทราจึงได้มีอยู่ทั่วไปทั้งในป่าในดงดังได้เล่ามาแล้ว
ในบางภาคของเบงกอล
ผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานมักจะทำพิธีบูชาเทพธิดาชื่อ ทัช ทัสกาติ ในระหว่างเดือนธันวาคม-
มกราคม โดยเอามูลวัวผสมกับข้าวที่เกี่ยวมาใหม่ๆ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ให้ได้ ๑๔๔ ก้อน
เมื่อทำพิธีบูชาเสร็จแล้วให้เผาก้อนเหล่านี้ด้วยไม้พุทรา
เทพธิดาองค์นี้พวกผู้หญิงที่หวังจะได้สามีที่งามๆ ก็พากันบูชาด้วย
เพราะบุญที่ได้นั้นจะส่งผลให้สำเร็จดังปรารถนา
ที่มา:ส.พลายน้อย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น